วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Bruce Willis (บรูซ วิลลิส)


Bruce Willis (บรูซ วิลลิส)



บรูซ วิลลิส ได้แสดงให้เห็นความสามารถรอบด้านในอาชีพการแสดง รับบทมาแล้วสารพัดไม่ว่าจะเป็นบทนักล่าเงินรางวัลในหนังของ เควนติน ทาแรนติโน่เรื่อง Pulp Fiction หนุ่มผู้รับเหมาจอมเจ้าชู้ยักษ์ในหนังของโรเบิร์ต เบนตัน เรื่อง Nobody’s Fool หรือฮีโร่นักท่องกาลเวลาในหนังของ เทอรี่ กิลเลี่ยม เรื่อง Twelve Monkeys หรือบททหารผ่านศึกเวียดนามในหนังของ นอร์แมน จูวิสัน เรื่อง In Country นักจิตวิทยาเด็กที่น่าเห็นใจในหนังที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ของเอ็ม ไนท์ ชยามาลานเรื่อง The Sixth Sense ซึ่งเขาได้รับรางวัลพีเพิ่ลชอยส์ อะวอร์ด และบทที่เป็นสัญลักษณ์ของเขา ในบทนักสืบจอห์น แมคแคลนจากเรื่องดายฮาร์ด

วิลลิสเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์ที่ทำรายได้ถล่มทลายในช่วงซัมเมอร์นี้อย่างเรื่อง Live Free, Die Hard, Alpha Dog, Perfect Strangers และ Over the Hedge, ส่วนหนังที่เพิ่งถ่ายทำเสร็จก็มีเรื่อง The Sophomore และกำลังจะเปิดกล้องหนังไซไฟระทึกขวัญเรื่องใหม่ชื่อ The Surrogates
เขามาศึกษาต่อในสาขาการละครของมหาลัยมอนท์แคลร์ สเตท หนุ่มผู้มาจากเมืองนิวเจอร์ซีย์ผู้นี้มีผลงานละครเวทีมากมายรวมถึงโฆษณาโทรทัศน์นับไม่ถ้วน ก่อนจะได้รับบทนำในละครเวทีเรื่อง Fool for Love ของแซม เชพเพิร์ดในปี 1984 ซึ่งเป็นละครนอกบรอดเวย์ที่เปิดรอบการแสดงถึง 100 รอบ


วิลลิสเป็นดาวจรัสฟ้าของวงการที่ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลการแสดงมามากมายตั้งแต่รางวัลเอมมี่ไปจนถึงรางวัลลูกโลกทองคำ สำหรับการแสดงนำในบทนักสืบเอกชน เดวิด แอ๊ดดิสันในละครซีรีส์ทีวีสุดฮิตเรื่อง Moonlighting ซึ่งเขาต้องฟันฝ่ากับคู่แข่งถึง 3 พันคนกว่าจะได้รับบทนี้ ผลงานจอเงินเรื่องแรกของเขาประกบคู่กับ คิม บาซิงเจอร์ในหนังรักโรแมนติกคอเมดี้ของ เบลค เอ็ดเวิร์ดเรื่อง Blind Date ในปี 1988 เขามารับบท จอห์น แมคเคลน ในหนังดังเรื่อง ดาย ฮาร์ด และเขาก็รับบทเดิมในภาคต่อของเรื่องนี้ถึง 3 ภาค Die Hard 2: Die Harderl Die Hard with A Vengeance ครองแชมป์หนังที่มีรายได้สูงสุดทั่วโลกในปี 1995


จากการที่เขารับบทบาทมากมายในภาพยนตร์ ทำให้เขาได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้สร้างหนังดังๆ หลายคนเช่น ไมเคิล เบย์ จากเรื่อง Armageddon เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน จากเรื่อง The Sixth Sense และ Unbreakable อลัน รูดอล์ฟ จากเรื่อง Mortal Thoughts, Breakfast of Champions วอลเตอร์ ฮิล จากเรื่อง Last Man Standing โรเบิร์ต เบนตัน จากเรื่อง Billy Bathgate, Nobody’s Fool ร็อบ ไรเนอร์จากเรื่อง The Story of Us เอ็ด ซวิค จากเรื่อง The Siege ลุค เบสสัน จากเรื่อง The Fifth Element แบร์รี่ เลวินสัน จากเรื่อง Bandits โรเบิร์ต เซเมกคิส จากเรื่อง Death Becomes Her และ อังตวน ฟูกัว จากเรื่อง Tears of the Sun


ภาพยนตร์อื่นๆ ก็ได้แก่ The Jackal, Mercury Rising, The Whole Nine Yards และหนังภาคต่อ The Whole Ten Yards รวมถึง Hostage, Sin City, 16 Blocks, Lucky Number Slevin และหนังของดิสนีย์เรื่อง The Kid เขายังพากย์เสียงตัวละครเด็กทารกแสนรู้ ไมกี้ ในเรื่อง Look Who’s Talking และ Look Who’s Talking Too รวมถึงบทสไปค์ในหนังอะนิเมชั่นเรื่อง Rugrats Go Wild


วิลลิสยังจับงานด้านละครเวทีอีกด้วย ในปี 1997 เขาร่วมก่อตั้ง A Company of Fools คณะละครที่ไม่หวังผลกำไร แต่ทุ่มเทเพื่อพัฒนาและอนุรักษ์ศิลปะละครเวทีในวู้ดริเวอร์ แวลลีย์ รัฐไอดาโฮ และเปิดการแสดงไปทั่วสหรัฐ เขาร่วมแสดงและกำกับละครเวทีในหนังตลกร้ายของแซม เชพเพิร์ด เรื่อง True West ที่โรงละครลิเบอร์ตี้ในเฮลลี่ย์ รัฐไอดาโฮ ละครนำเสนอเรื่องราวความขัดแย้งของสองพี่น้อง ซึ่งออกอากาศทางโชว์ไทม์ และอุทิศให้กับ โรเบิร์ต น้องชายที่ล่วงลับไปแล้วของวิลลิส


เขายังเป็นนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย วิลลิส ได้อัดแผ่นกับค่ายเพลงโมทาวน์ในปี 1986 ชื่ออัลบั้ม The Return of Bruno ซึ่งได้รางวัลแพลทตินั่มและยังขึ้นบิลบอร์ดอันดับ 5 ในเพลง Respect Yourself 3 ปีต่อมา เขาก็ทำอัลบั้มที่ 2 ชื่อว่า If It Don’t Kill You, It Just Makes You Stronger ปีที่แล้ว เขาออกทัวร์ตามคลับในสหรัฐกับวงดนตรีของเขาที่ชื่อว่า บรูซ วิลลิสและวงเดอะบลูส์ แบนด์
ประวัติเรียงตาม :: - ผลงานแต่ง - ผลงานแสดง

ผลงานแต่งที่ผ่านมา
Hudson Hawk(1991)   ...

ผลงานแสดงที่ผ่านมา
Sin City: A Dame to Kill For(2013)   ...จอห์น ฮาร์ติกัน
Red 2(2013)   ...แฟรงค์ โมเซส
G.I. Joe 2: Retaliation(2013)   ...โจ โคลตัน
A Good Day to Die Hard(2013)   ...จอห์น แม็คเคลน
Looper(2012)   ...โจ วัยแก่
Lay the Favourite(2012)   ...ดิงค์
The Expendables 2(2012)   ...มิสเตอร์ เชิร์ช
Moonrise Kingdom (2012)   ...ผู้กองชาร์ป
The Cold Light of Day(2012)   ...มาร์ติน
Red(2010)   ...แฟรงค์ โมเซส
Cop Out(2010)   ...จิมมี่ มอนโรล
Surrogates(2009)   ...เจ้าหน้าที่ เกียร์
What Just Happened (2009)   ...บรูซ วิลลิส
Perfect Stranger(2007)   ...แฮร์ริสัน
Live Free or Die Hard(2007)   ...จอห์น แม็คเคลน
Lucky number slevin(2006)   ...มิสเตอร์กู๊ดแคท
Over the Hedge(2006)   ...ให้เสียง อาร์เจ
16 Blocks(2006)   ...แจ็ค มอสลี่ย์
Sin City(2005)   ...จอห์น ฮาร์ติกัน
Hostage(2005)   ...เจฟ แทลลี่ย์
The Whole Ten Yards(2004)   ...จิมมี่ ทูเดสกี้/เดอะ ทิวลิป
Tears of the Sun(2003)   ...ร้อยโท เอ.เค. วอเตอร์ส
The Story of Us(2000)   ...Ben Jordan
Mercury Rising(1999)   ...อาร์ท เจฟฟรี
The Six Sense(1999)   ...ดร. มัลคอล์ม โครว์
The Siege(1999)   ...นายพล วิลเลี่ยม
Armageddon(1998)   ...แฮร์รี่
The Fifth Element (1997)   ...เคอร์เบน ดาลลัส
Last man standing(1996)   ...John Smith
Die Hard: With a Vengeance(1995)   ...จอห์นแม็กเคลน
Pulp Fiction(1994)   ...บุตช์ คอลลิดจ์
Death Becomes Her(1992)   ...เออร์เนส
The Last Boy Scout(1991)   ...โจ ฮอลเลนเบ็ค
Hudson Hawk(1991)   ...ฮัตสัน ฮว๊อค
The Bonfire of the Vanities(1990)   ...Peter Fallow
Die Hard 2(1990)   ...จอห์น แมคเคลน
Die Hard(1988)   ...จอห์น แมคเคลน

10 สุดยอดรถคู่กายของสายลับเจมส์ บอนด์

"007" รหัสของสุดยอดสายลับที่รู้จักกันดีในชื่อของ บอนด์ หรือ เจมส์ บอนด์ (James Bond) ที่สร้างขึ้นจากนวนิยายอมตะตลอดกาลของเอียน เฟลมมิง และได้ออกมาโลดแล่นอยู่บนจอเงินมาแล้วหลายต่อหลายภาค ซึ่งในแต่ละตอนนั้นเขาก็มักจะปรากฏกายออกมาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำให้ผู้ชมต้องตกตะลึงไปตาม ๆ กันเลยทีเดียว นอกจากนี้เรื่องของยานพาหนะของบอนด์ก็เป็นจุดขายสำคัญอีกจุดหนึ่งนั่นเอง โดยเฉพาะ "รถยนต์" เพราะรถยนต์แต่ละคันของบอนด์นั้น ไม่ได้มีดีแค่ความเร็วเท่านั้น แต่ยังมีอุปกรณ์ไฮเทคแอบซ่อนอยู่ภายในด้วย และวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำข้อมูลรถยอดนิยมแต่ละรุ่นในหนังเจมส์ บอนด์ จากเว็บไซต์ askmen.com มาฝากกันครับ 

แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอส (Aston Martin DBS)

แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอส (Aston Martin DBS)

แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอส (Aston Martin DBS)

 1. แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอส (Aston Martin DBS)

          กล่าวได้ว่ารถคันนี้เป็นรถที่สาวกสายลับหมายปอง และอยากจับจองเป็นเจ้าของมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะตัวรถขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบ V12 ด้วยกำลัง 510 แรงม้า พร้อมอัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เวลาเพียง 4.3 วินาทีเท่านั้น ซึ่งนอกจากความสวยงามของตัวรถแล้ว ในเรื่องของความเร็วก็ยังล้ำไม่แพ้รถรุ่นอื่น ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นรถสุดเก๋ที่เหมาะกับลุคเท่ ๆ ของสายลับเจมส์ บอนด์จริง ๆ   

เอเอ็มซี ฮอร์เน็ต (AMC Hornet)

 2. เอเอ็มซี ฮอร์เน็ต (AMC Hornet)

          เป็นหนึ่งในสุดยอดรถของสายลับรหัส 007 เท่าที่เคยมีมา ซึ่งรถสัญชาติอเมริกันคันนี้ได้ไปปรากฏอยู่ในฉากของตอน The man with the golden gun โดยถือเป็นรถตะวันตกที่ติดตั้งพวงมาลัยไว้ที่ด้านขวาของรถ เพราะเป็นภาคที่ต้องเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย ที่จังหวัดพังงาด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีฉากที่น่าจดจำอีกหนึ่งฉาก นั่นคือ เหตุการณ์ตอนที่บอนด์โชว์ฝีมือการขับรถควงสว่านอีกด้วย 

โลตัส เอสปรี เทอร์โบ (Lotus Esprit Turbo)

 3. โลตัส เอสปรี เทอร์โบ (Lotus Esprit Turbo)

          รถสีขาว รูปลักษณ์แปลกตาในภาค The spy who loved me ซึ่งออกแบบโดย Giorgetto Giugiaro และเมื่อรถคนนี้ได้เข้าไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ยิ่งทำให้รถรุ่นดังกล่าวมีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก ด้วยเครื่องยนต์ระบบทวินเทอร์โบ และสุดยอดเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนจากรถสุดเท่ให้กลายเป็นเรือดำน้ำได้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งฉากที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้ชมได้ตลอดมา 

แอสตัน มาร์ติน แวนควิช (Aston Martin Vanquish)

แอสตัน มาร์ติน แวนควิช (Aston Martin Vanquish)

 4. แอสตัน มาร์ติน แวนควิช (Aston Martin Vanquish)

          ภาค Die another day ทำให้รถยนต์แอสตัน มาร์ติน แวนควิช ยังคงเป็นที่จดจำในหมู่ผู้ชมได้ตลอดกาล โดยเฉพาะฉากที่บอนด์ต้องขับรถไล่ล่ากับศัตรูบนลานน้ำแข็ง เพื่อหนีจากกระสุนจรวด ด้วยสปีดขั้นเทพของเครื่องยนต์ระบบ V12 และระบบภายในรถที่ถูกพัฒนามาจาก Aston martin vantage ที่ผลิตออกมาในปี 2001 ซึ่งตัวรถประกอบด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้รถรุ่นนี้ขึ้นทำเนียบ 1 ใน 10 สุดยอดรถประจำกายของสายลับ เจมส์ บอนด์ เลยทีเดียว    

โตโยต้า 2000จีที (Toyota 2000GT)

โตโยต้า 2000จีที (Toyota 2000GT)

 5. โตโยต้า 2000จีที (Toyota 2000GT)

          รถเอเชีย สัญชาติญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ได้ปรากฏในฐานะรถคู่กายของสุดยอดสายลับ เจมส์ บอนด์ ในภาคที่ใช้ชื่อว่า You only live twice โดยหลังจากที่ยลโฉมของรถคันนี้กันไปแล้ว ก็ทำให้โตโยต้ารุ่น 2000GT กลายมาเป็นที่ต้องการในตลาดเป็นอย่างมาก เพราะเปิดตัวด้วยลุคเปิดประทุนที่มาในมาดของรถยนต์ 2 ประตู ในฉากการไล่ล่าอันดุเดือด ทำให้รถสปอร์ตรุ่นนี้กลายเป็นรถท็อปฮิตของนักสะสมเลยทีเดียว  

บีเอ็มดับเบิลยู 750ไอแอล (BMW 750iL)

บีเอ็มดับเบิลยู 750ไอแอล (BMW 750iL)

 6. บีเอ็มดับเบิลยู 750ไอแอล (BMW 750iL)

          เมื่อหนุ่มหล่อมาดเนี้ยบอย่างเพียซ บรอสแนน ได้เข้ามารับบท 007 อีกครั้งในตอนที่มีชื่อว่า Tomorrow never dies เขาก็มาพร้อมกับรถสุดหรูอย่าง BMW 750iL ที่ดูสง่างามไม่แพ้สายลับในตำนานเลย ที่สำคัญรถคันนี้เต็มไปด้วยอุปกรณ์สุดไฮเทคครบครัน อย่างตัวถังกันกระสุน ระบบไฟฟ้าสถิตย์รอบตัวรถ มิสไซล์บนหลังคา และระบบควบคุมรถผ่านมือถือ จึงเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นที่ถูกกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง  

ซันบีม อัลไพน์ ซีรีส์ 2 (Sunbeam Alpine Series II)

 7. ซันบีม อัลไพน์ ซีรีส์ 2 (Sunbeam Alpine Series II)

          Dr. No นอกจากจะเป็นภาคแรกของหนุ่มเจ้าสำอางอย่าง เจมส์ บอนด์ ที่นำแสดงโดย ฌอน คอนเนอรี่ แล้ว ยังทำให้เราได้เห็นรถยนต์เปิดประทุนสุดคลาสสิครุ่น ซันบีม อัลไพน์ ซีรีส์ 2 ด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นพาหนะคู่ใจคันแรกของเขาเลยทีเดียว โดยรถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ความเร็ว 80 แรงม้าที่ทำเอาผู้ชม อึ้ง ทึ่ง เสียว ไปตาม ๆ กันเลย และจากความสมบูรณ์แบบของมันนี่เองที่ทำให้เกิดพาหนะคู่กายของสายลับในรุ่นต่อ ๆ มา  

แอสตัน มาร์ติน วี8 แวนเทจ โวลันเต้ (Aston Martin V8 Vantage Volante)

แอสตัน มาร์ติน วี8 แวนเทจ โวลันเต้ (Aston Martin V8 Vantage Volante)

แอสตัน มาร์ติน วี8 แวนเทจ โวลันเต้ (Aston Martin V8 Vantage Volante)

 8. แอสตัน มาร์ติน วี8 แวนเทจ โวลันเต้ (Aston Martin V8 Vantage Volante)

          หลังจากที่ต้องเปลี่ยนตัวแสดงผู้รับบทสายลับเจ้าเสน่ห์จาก โรเจอร์ มัวร์ มาเป็น ทิโมธี ดาลตัน จึงทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงยานพาหนะคู่กายเพื่อให้เข้ากับบุคลิกมาดขรึมมากยิ่งขึ้นในตอนที่ใช้ชื่อว่า The living daylight ซึ่งรถคันนี้ก็มาพร้อมตัวถังสีดำสุดเฉียบที่ใช้ระบบเครื่องยนต์ V8 และอุปกรณ์ครบมือไม่ว่าจะเป็น กระสุนจรวด กระดานสกี และล้อแม็กเลเซอร์ ก็เลยทำให้ แอสตัน มาร์ติน วี8 เวนเทจ โวลันเต้กลายเป็นที่จดจำของผู้ชมได้จนถึงตอนนี้  

บีเอ็มดับเบิลยู ซี8 (BMW Z8)

บีเอ็มดับเบิลยู ซี8 (BMW Z8)

บีเอ็มดับเบิลยู ซี8 (BMW Z8)

 9. บีเอ็มดับเบิลยู ซี8 (BMW Z8)

          รถยนต์เปิดประทุน ซึ่งเป็นยานพาหนะคู่กายของสุดยอดสายลับในตอน The world is not enough ถึงแม้ บีเอ็มดับเบิลยู ซี8 จะปรากฏออกมาแค่เพียงสองฉากเท่านั้น และต้องจบลงด้วยฉากที่โดนวงเลื่อนใต้เฮลิคอปเตอร์ตัดขาดออกเป็นสองส่วน แต่ความสวยงามและสุดยอดจรวดมิสไซล์ที่มาพร้อมกับตัวรถ ก็ยังคงทำให้รถยนต์รุ่นนี้ประทับใจผู้ชมไม่รู้ลืม 

แอสตัน มาร์ติน ดีบี5 (Aston Martin DB5)

แอสตัน มาร์ติน ดีบี5 (Aston Martin DB5)

แอสตัน มาร์ติน ดีบี5 (Aston Martin DB5)

 10. แอสตัน มาร์ติน ดีบี5 (Aston Martin DB5)

          หลังจากที่รถยนต์รุ่นนี้ปรากฏสู่สายตาของผู้ชม ในฐานะยานพาหนะคู่ใจของเจมส์ บอนด์ ก็ทำให้รถยนต์รุ่นนี้เป็นที่ต้องการอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในตอนที่ชื่อว่า Goldfinger ที่นำแสดงโดย ฌอน คอนเนอรี่ ซึ่งออกฉายในปี  1964 โดยมาพร้อมกับปืนกลอัตโนมัติ เก้าอี้ดีดตัวแบบเครื่องบินรบ และป้ายทะเบียนแบบพับเปลี่ยนได้ ซึ่งความคลาสสิคของมันทำให้ แอสตัน มาร์ติน ดีบี5 เป็นที่ต้องการอย่างมาก  

         

เปิดตำนาน Nissan Skyline GT-R




รถสปอร์ตสองประตูในตระกูล Skyline Gt-r ของ Nissan มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 50 ปีแล้วโดยนับจากรุ่นแรกคือรุ่นPrince Skyline (1957) จนมาถึงรุ่นล่าสุดในยุคนี้คือ Nissan Gt-r R 35 (2008) โดยที่ทุกๆรุ่นของ Gt-rเป็นรถยนต์แบบสปอตร์สองประตูเครื่องยนต์วางด้านหน้าและขับเคลื่อนล้อหลังโดยมีพละกำลังมากกว่ารุ่นปกติ การได้ขับ Gt-rไม่ว่าจะเป็นรถรุ่นเก่าหรือรุ่นล่าสุดนั้นก็หมายถึงการได้ควบคุมเครื่องจักรพลังสูงไปบนเส้นทางแห่งการเดินทางร่วมกันระหว่างมนุษย์และจักรกลตำนานแห่งความเร็วของรถยนต์ Nissan Skylineที่สืบทอดสายพันธุ์รถสปอร์ตแรงม้าสูงยังคงสร้างประวัติศาสตร์บนเส้นทางของโลกแห่งยนต์กรรมจากอดีตไปสู่อนาคตซึ่งนับได้ว่าเป็นเส้นทางของรถยนต์ที่มีบุคลิกหลากหลายมากที่สุด

Prince Skyline 1957
บริษัทรถยนต์ขนาด เล็กของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองชื่อ Prince MotorCompany (ช่ือดั้งเดิมของบริษัทนี้คือ Tachikawa Aircraft Company)ก่อนหน้าที่จะเข้าควบรวมกิจการกับบริษัท Datson และแปลเปลี่ยนชื่อมาเป็นNissan ในภายหลังเป็นผู้ให้กำเนิดต้นตระกูลของรถ Skyline ในปี คศ 1966ซึ่งมันยังคงเป็นรถสี่ประตูระดับบนสุดคันแรกของ Prince Motor Companyในยุค1957นั้นรถยนต์ทั่วๆไปยังคงมีเครื่องยนต์ที่มีกำลังไม่มากนักและวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดได้แค่ 120กิโลเมตรเป็นส่วนใหญ่ แต่รถ Prince Skylineสามารทำความเร็วได้ถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากต้นตระกูลของ Skyline คันนี้มีเครื่องยนต์ขนาดเล็กแค่ 1482 c.c.สี่สูบและมีแรงม้าเพียงน้อยนิดแค่ 60 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100กิโลเมตรใช้เวลาไปถึง 15.0 วินาที


Prince Skyline Sport Coupe 1962
ดีเอนเอของ Skyline รุ่นแรกปี 1957ถูกส่งต่อมายังรุ่นที่สองโดยใช้มันสมองของ Car Designer ระดับโลกอย่างMichelottiซึ่งทำให้รถรุ่นที่สองนี้มีกลิ่นไอรวมถึงรูปทรงแบบคูเป้ของรถยนต์จากอิตาลีผสมผสานอยู่ Prince Skyline Sport Coupeใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ่นเล็กน้อยและผลิตในจำนวนจำกัดแค่ 200คันเท่านั้นความสวยงามของรูปทรงแบบรถสองประตูคูเป้และสมถนะที่ดีขึ้นทำให้มันได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น เครื่องยนต์มีความจุเพิ่มขึ้นจากรุ่นแรก 1482 c.c.มาเป็น1862 c.c. สี่สูบ 94 แรงม้าโดยยังคงอัตราเร่งเดิมที่ 0-100 กิโลเมตรใน15วินาที



Prince Skyline 2000 Gt S54 1964
เจเนอรเรชั่นที่สามของ Skylineกลับมาใช้รูปแบบของรถยนต์สี่ประตูเหมือนกับรุ่นแรกอีกครั้งนอกจากจะเป็นรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไปแล้วมันยังถูกนำไปใช้แข่งขันในสนามแข่งรถยนต์ทางเรียบประเภท Gt ของทีมแข่งในญี่ปุ่นอีกด้วยความแรงของเครื่องยนต์ทำให้มันสามารถกำชัยชนะเหนือรถยนต์จากยุโรปบางค่ายได้จากเครื่องยนต์ที่มีความจุและจำนวนกระบอกสูบเพิ่มขึ้น Skyline 2000 Gt S54ทุกคันติดตั้งเครื่องยนต์หกสูบแถวเรียงขนาด1988 c.c. 162 แรงม้าเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปถึงความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 9.0 วินาที

Nissan Skyline 2000 Gt-r C10 1969
สายเลือดของรถแข่งเริ่มส่งต่อมายัง Skyline 2000 Gt-r C10 ในรุ่นที่สี่และจากการเข้าควบรวมกิจการระหว่าง Nissan กับ Prince Motor Company ในปี1966ทำให้มันกลายไปเป็นรถแข่งชั้นดีที่สามารถใช้แข่งขันได้ทั้งในสนามแข่งรถรวมถึงการแข่งขันแบบแรลลี่ทั่วโลก ถ้วยรางวัยชนะเลิศกว่า 50ใบเป็นเครื่องมือการันตรีประสิทธิ์ภาพของตัวรถได้เป็นอย่างดีวัยรุ่นของญี่ปุ่นที่ชื่นชอบในความเร็วต่างพากันซื้อรถรุ่นนี้และมักจะนำออกมาขับแข่งขันบนท้องถนนในยามค่ำคืนจนเกิดเป็นที่มาของคำว่า Mid NightRacingซึ่งต่อมากลายเป็นจุดศูนย์รวมของพวกบ้าความเร็วที่มักจะรวมตัวกันในคืนวันหยุดสุดสัปดาห์และพากันตระเวณไปทั่วบนท้องถนนของกรุงโตเกียว 2000 Gt-r C10วางเครื่องยนต์ตัวแรงหกสูบ 1998 c.c. สร้างแรงม้าได้ 160 แรงและมีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 8.2วินาทีในเครื่องยนต์เดิมๆจากโรงงานที่ยังไม่ได้ผ่านการปรับแต่งเพื่อเพิ่ม 
Nissan Skyline 2000 Gt-r 1973
อนุกรมของรถ Skyline ถูกส่งต่อมายังรุ่น 2000 Gt-rซึ่งเป็นรถรุ่นที่ห้าของตระกูลโดยการเริ่มต้นนำไฟท้ายแบบทรงกลมสองดวงมาใช้(หรือมักนิยมเรียกขานกันในหมู่นักเลงรถว่า ไฟโดนัท)ต่อมาไฟท้ายแบบนี้ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ Skyline ทุกรุ่นในยุค 1973จวบจนมาถึงปัจจุบันนี้และจากสภาวะการณ์น้ำมันในตลาดโลกที่มีราคาสูงขึ้นมากกว่าความเป็นจริงในขณะนั้นทำให้ 2000 Gt-r 1973ต้องประสบกับปัญาหาที่ไม่สามารถทำตลาดในเป้าหมายที่วางไว้ได้หลายๆบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างต้องพบกับความตกต่ำของเศรษฐกิจโลกจนเกิดสภาวะที่ซบเซาไปทั่ว Skyline 2000 Gt-r 1973มีเครื่องยนต์แถวเรียงหกสูบขนาดความจุ 1998 c.c. Dohcพร้อมติดตั้งคาร์บูเรเตอร์สามตัว อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 8.3 วินาที

Nissan Skyline 2000 Gt 1977
สายพันธุ์แห่งความแรงรุ่นที่หกของรถ Skyline ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1977ปีที่สภาวะการของราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลงทำให้ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกดีขึ้นวิศวกรของ Nissanจึงได้นำเอาระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบมาใส่ไว้ในเครื่องยนต์ของ Skyline 2000Gt 1977 เพื่อเพิ่มเติมพละกำลังแต่การขับขี่และควบคุมตัวรถกลับทำได้ด้อยลงกว่ารุ่น C10และการออกแบบที่ดูแย่กว่ารุ่น 2000 Gt-r 1973ถึงแม้ว่ามันจะมีการตกแต่งภายในที่ดูดีกว่า Skyline ทุกรุ่นที่ Nissanเคยผลิตออกมาก็ตาม Skyline 2000 Gt 1977ในรุ่นที่หกนี้มีพละกำลังที่ได้มาจากเครื่องยนต์แถวเรียงหกสูบความจุ 1998c.c. เทอร์โบซึ่งดูแล้วน่าจะมีกำลังที่แรงกว่าทุกรุ่นแต่กลับกลายเป็นว่ามันมีแรงม้าเพียงแค่ 130 ตัวเท่านั้น ทำให้ตัวรถที่มีน้ำหนักประมาณ 1100กิโลกรัมอืดอาดและไม่คล่องตัวเท่ากับรุ่นพี่ที่เคยทำมาตรฐานด้านอัตราเร่งแซงและความเร็วสูงสุดเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าผิด
หวังมากที่สุดของเหล่าบรรดาสาวก Skyline



Nissan Skyline Rs Turbo 1983 (R 31)
เจ้าปีศาจไฟโดนัทรุ่นที่เจ็ดเปิดมิติใหม่ของเครื่องยนต์ติดเทอร์โบพลังแรงสูงใน ยุคนั้นให้ผู้คนได้ตื่นตะลึงในความแรงของตัวรถและสร้างแรงบรรดาลใจให้กับเหล่าผู้บริหารรวมถึงบรรดาวิศวกรเครื่องยนต์ของNissan ทำการเปิดแผนก Motor Sport เล็กๆขึ้นภายในบริษัทโดยใช้ชื่อว่าNismoซึ่งต่อมาจะกลายสภาพมาเป็นสำนักงานที่ทำเครื่องยนต์และอุปกรณ์ตกแต่งเพื่อเพิ่มแรงม้าให้กับผู้ใช้รถยนต์ Nissan ที่มีชื่อเสียงในอันดับต้นๆของวงการMotor Sport ระดับโลก Skyline Rs Turbo 1983หันกลับมาใช้เครื่องยนต์สี่สูบความจุ 1990 c.c. เทอร์โบโดยมีแรงม้ามากถึง202 แรงม้า และมีอัตราเร่งที่ทำเอา Porsche 911รถสปอร์ตจากแดนกางเขนเหล็กที่ขึ้นชื่อในเรื่องความแรงของยุค 80ต้องเกิดอาการหนาวๆร้อนๆจากอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรของ Skyline Rs Turboที่ทำเวลาได้เพียง 7.5 วินาทีเท่านั้น


Nissan Skyline Gt-r 1989 (R 32)
ตำแหน่งชนะเลิศทุกรายการในปี 1989 ของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ Jtcc (JapaneseTouring Car Championship)ของ Skyline R32ได้มาจากเทคโนโลยีของเครื่องยนต์และตัวรถที่พัฒนาโดยสำนักแต่ง Nismoพ่อมดผู้เศกเป่าความแรงให้กับ Gt-r R32นอกจากนั้นมันยังถูกนำไปแข่งในประเภททางตรงจับเวลาแบบควอเตอร์ไมล์อีกด้วยR32ยังมีระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อเพื่อสร้างแรงยึดเกาะกับผิวถนนยามวิ่งด้วยความเร็วสูง เครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นใหม่รหัส RB 26 Dettรวมไปถึงกลีบใบพัดของเทอร์โบที่ทำจากวัสดุเซรามิคเพื่อให้คงทนต่อความร้อนยามใช้งานในรอบเครื่องยนต์สูงๆบนสนามแข่งขัน รถรุ่น R32 1989กลับมาใช้เครื่องยนต์แถวเรียงหกสูบ 2568 c.c. ทวินเทอร์โบ(เทอร์โบสองตัวที่ทำงานต่างกันโดยตัวแรกจะเริ่มทำงานในรอบเครื่องต่ำและตัวที่สองจะทำงานในรอบเครื่องที่สูงขึ้นทำให้มีอัตราเร่งแบบต่อเนื่องดีขึ้นมาก)ได้แรงม้าจากโรงงานโดยยังไม่ผ่านการโมดิฟายถึง 280ตัวสูงสุดตามกฏหมายของญี่ปุ่นซึ่งมีอัตราเร่งที่ชวนให้ขนหัวลุก 0-100กิโลเมตรเพียง 4.7 วินาทีเท่านั้น

Nissan Skyline Gt-r 1995 (R33)
สายพันธุ์อสูรร้ายในโมเดลที่เก้าถูกผลิตขึ้นมาเมื่อปี 1995R33เป็นรถที่ถูกปรับแต่งเพื่อเพิ่มเติมพละกำลังให้ถึงขีดสุดในรุ่น V-Specที่สามารถวิ่งได้เร็วถึง 200 ไมล์ต่อชั่วโมงรวมถึงรุ่นพิเศษ 400 Rซึ่งเป็นที่ต้องการของเหล่าสาวก Skyline เนื่องจากมันมีแรงม้าถึง 400แรงม้าจากการปรับจุนเครื่องยนต์ของช่างผู้ชำนาญงานจาก Nissan รถ SkylineR33เป็นที่นิยมมากในบรรดาวัยรุ่นที่ชอบรถสปอร์ตเครื่องแรงและพวกชอบแข่งรถทางตรงแบบจับเวลาคอวเตอร์ไมล์เครื่องยนต์ของรุ่นนี้ยังคงเป็นเครื่องหกสูบแถวเรียงรหัส RB26 Dett 2568c.c.ทวินเทอร์โบที่ถูกปรับปรุงกลไกภายในให้ดีขึ้นกว่ารุ่นเก่ามีม้าคับคั่งขึ้นถึง 300แรงม้าส่วนอัตราเร่งและความเร็วสุงสุดยังคงใกล้เคียงกับตัวเก่า (R32)

Nissan Skyline Gt-r 1999 (R34)
เจนอร์เรชั่นที่สิบของตระกูล Gt-r เกิดขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิตอลในยุค2000 R34 ทุกคันติดตั้งจอแสดงผลแบบ Lcdที่สามารถแสดงข้อมูลของเครื่องยนต์และตัวรถในขณะขับใช้งานได้ถึง 7 แบบส่วนรุ่น V-Spec มีโครงรถผสมกันระหว่างคาร์บอนไฟเบอร์อลูมินัมและเหล็กกล้าฝากระโปรงหน้าทำจากอลูมิเนียมเพื่อลดน้ำหนักจึงนับได้ว่ารถรุ่นนี้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงมาก นักเลงรถ Skyline บางคนถึงกับยกให้มันเป็นรถSkyline Gt-r ที่มีรูปทรงสวยงามอมตะและคงความคลาสสิกตลอดกาล R34 Gt-rวางเครื่องยนต์แถวเรียงหกสูบขนาด 2568 c.c.ทวินเทอร์โบ 330แรงม้า เร่งจาก0-100 กิโลเมตรภายในเวลาแค่่ 4.5 วินาทีเท่านั้น

Nissan Skyline Coupe 2005 (V35)
ความสับสนและมึนงงของผู้บริหาร Nissan ส่งผลให้ Skylineในรุ่นที่สิบเอ็ดนี้เป็นรถที่ทุกๆคนต่างเมินหน้าหนี V35หันไปใช้ชัสซีร่วมกับ Nissan 350Z รวมไปถึงขุมพลังแบบ V6ที่ไร้สิ้นซึ่งความแรงและขุนไม่ขึ้นอีกทั้งระบบขับเคลื่อนลี่ล้อของรุ่นเก่ายังถูกถอดออกไปเพื่อลดต้นทุนทำให้รถ Skyline V35 Coupeรุ่นนี้มียอดขายที่ตกต่ำลงมาก เครื่องหมายแห่งตำนานอย่าง GT-Rก็ยังถูกเอาออกไปด้วย ทำให้มันยิ่งโดนรังเกียจจากบรรดาแฟนพันธุ์แท้รวมไปถึงเหล่าวิศวกรของ Nismoที่พากันมึนงงไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับเครื่องยนต์ V6ที่ไม่ค่อยจะเข้ากับบุคลิคของตัวรถการกระจายน้ำหนักที่มีค่าเฉลี่ยไม่ค่อยดีนักทำให้มันกลายเป็นโมเดลส่วนเกินของตระกูล Skyline
เครื่องยนต์ของ Skyline V35 เป็นเครื่องยนต์แบบวีหกสูบ 3498 c.c. 298แรงม้า

 

Nissan Gt-r R35 2008
หลังจากเสียงก่นด่าของเหล่าบรรดาผู้สื่อข่าวสายรถยนต์ทั่วโลกจากนักทดสอบและวิจารณ์รถยนต์รวมถึงบรรดาสาวกผู้ภักดีของ Gt-r ที่มีต่อ Skyline V35ทำให้ไปกระตุ้นต่อมสมองของผู้บริหาร Nissan ว่าสิ่งที่กระทำลงไปในตัวรถV35 นั้นเหมือนกับการไปทำลายตำนานแห่งความแรงที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของ Gt-rเสียจนแทบสูญสิ้นไปจากความทรงจำและประวัติศาสตร์ของบริษัทรวมไปถึงยอดการขายรถยนต์แบบสปอตร์สองประตูรุ่นสูงสุดของค่ายที่มีตัวเลขหดหายลงไปจนน่าตกใจและส่งแรงสั่นสะเทือนจนไปถึง Carlos Ghosnซึ่งรับหน้าที่เป็นซีอีโอของค่ายเห็นถึงความตกต่ำของรุ่น V35 นายใหญ่ของNissan จึงสั่งการไปยังพลพรรควิศวกรชั้นหัวกระทิของสำนัก Nismoทำการออกแบบและสร้าง Gt-r รุ่นใหม่ล่าสุดให้ออกมาดีกว่าทุกๆรุ่นที่ Nissanเคยสร้างไว้ Gt-r R35 กลับมาเกิดใหม่ด้วยรูปทรงที่ยังคงเอกลักษณ์ของSkyline Gt-r ไว้แทบทั้งหมดไฟท้ายแบบโดนัทก็ยังถูกนำกลับมาใช้เหมือนเดิมหลังจากเสียภาพลักษณ์ไปในรุ่นV35 รวมถึงระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อที่ขึ้นชื่อเรื่องการเกาะถนนเครื่องยนต์หกสูบแถวเรียงทวินเทอร์โบรหัส RB26Dettที่มีการพัฒนาจนถึงขีดสุดแล้วในรุ่น R34 ถูกเปลี่ยนมาเป็นเครื่องยนต์วี 6ทวินเทอร์โบความจุ 3799 c.c. 24 วาว์ล 473แรงม้าที่ 6400 รอบต่อนาทีและมีอัตราเร่งชวนขนหัวลุก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.6 วินาทีแรงเสีียจนซุปเปอร์คาร์ในยุคนี้อย่าง Porsche 911 Gt-2, Ferrari599 Gtb,หรือแม้กระทั่ง Lamborghini Lp640ยังต้องหวั่นเกรงในอัตราเร่งและแรงม้าอันท่วมท้นของ Gt-r R35

เครื่องยนต์ตัวใหม่ของ Gt-r R35 2008ใช้รหัสว่า VR38 Dett โดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับเครื่องยนต์วี6 ของ 350Zในเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ผู้ขับสามารถดึงกำลังจากรอบต่ำได้อย่างว่องไวและต่อเนื่องไปจนถึงรอบสูงสุดโดยมีระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบสองตัวที่ทำงานต่างรอบกันรวมไปถึงชุดเกียร์แบบใหม่ล่าสุด Transaxle 6สปีดระบบคลัซคู่ที่มีอัตราการเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วถึง 0.2วินาทีในการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลง Gt-r R35คือผลลัพธ์ของเทคโนโลยีและวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูงสุดของ Nissanที่ออกแบบมาเพื่อให้กลายเป็นคู่ต่อสู้ของบรรดาซุปเปอร์คาร์ฝีเท้าจัดจากยุโรป มันทั้งควบคุมได้ง่ายในย่านความเร็วสูงและมีกำลังของเครื่องยนต์ที่เหลือเฟือเพียงพอที่จะใช้ขับแข่งในสนามแข่งรถโดยแทบไม่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมอะไรอีกแล้ว การกลับมาของ Gt-r R35 2008แสดงให้เห็นว่าสายพันธุ์ตำนานแห่งความเร็วและแรงของ Nissan Skyline Gt-rจะยังคงอยู่
ชื่อ-สกุล : นายกฤตมุข จิตสงค์
ชื่อเล่น : บอส
อายุ : 15 ปี
กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 
โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา